ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาพระองค์หนึ่ง นามว่า ท้าวยศวิมล ครองเมืองยศวิมล มีมเหสีชื่อนางจันท์เทวี มีพระสนมชื่อนางจันทา นางจันทาอิจฉานางจันท์เทวีที่เป็นมเหสี จึงหาทางกลั่นแกล้ง เมื่อนางจันท์เทวีทรงครรภ์และประสูติพระโอรสออกมาเป็นหอยสังข์ นางจันทาจึง ยุยงให้โหรทำนายว่า พระโอรสในหอยสังข์จะทำให้บ้านเมืองวิบัติล่มจม ท้าวยศวิมลจึงจำใจขับนางจันท์เทวีพร้อมลูกน้อยหอยสังข์ออกจากเมืองตามคำเพ็ดทูลของโหร และคำยุยงของนางจันทา ทั้งที่ยังรักและอาลัยนาง เหตุการณ์นี้ สร้างความสะเทือนใจให้นางจันท์เทวีเป็นอย่างยิ่ง ดังเนื้อความตอนหนึ่งว่า |
|
|
ว่าพลางยกเอาลูกน้อย |
น้ำเนตรหยดย้อยดังฝอยฝน |
ร้องทูลพระองค์ทรงสกล |
น้องคนมีกรรมจะขอลา |
ดูรูปจำร่างเสียยังแล้ว |
พระแก้วจะไม่ได้เห็นหน้า |
จะไม่คืนคงอย่าสงกา |
มิได้รองฝ่าพระบาทไป |
สิ่งใดเมียได้พลาดพลั้ง |
แต่หลังให้ขัดอัชฌาสัย |
เมียขอสมาอาภัย |
อย่าได้เป็นเวราเลย |
ให้พ่ออยู่ยืนได้หมื่นปี |
โรคาอย่ามีพ่อคุณเอ๋ย |
ไม่เยี่ยมม่านทองดูน้องเลย |
ทำเฉยเสียได้ไม่นำพา |
นิ่งได้ให้เขามาสั่งเสีย |
ตัดเมียเสียได้ไม่ดูหน้า |
ว่าแล้วนางแก้วบังคมลา |
สาวใช้ซ้ายขวาก็ตามไป |
คอยอยู่เถิดเจ้านางสาวศรี |
บุญน้อยแล้วมิอยู่ด้วยได้ |
ข้าได้เรียกขานวานใช้ |
อภัยอย่าได้เป็นกรรมกัน |
ว่าพลางนางอุ้มลูกยา |
จันทาพยักหน้านางสาวสรรค์ |
เดินทรงโศกามาพลัน |
กำนัลจันทาก็พาไป |
|
|
บัดนั้น |
เสนีที่ร่วมอัชฌาสัย |
รับเอาโฉมงามทรามวัย |
สาวใช้ขึ้นไปยังในวัง |
กินเหล้าเมาโป้งโฉงเฉง |
ไม่เกรงไม่ขวยด้วยโอหัง |
เชิญแม่มาไปให้พ้นวัง |
รับสั่งจะช้าอยู่ว่าไร |
ทำให้คนยากลำบากด้วย |
คราวรวยหาทักรู้จักไม่ |
ที่มีปัญญาก็ว่าไป |
นี่พูดอะไรไม่ต้องการ |
ว่าพลางเชิญนางลงนาวา |
มิช้าบ่ายบากจากสถาน |
ทางสิบห้าวันกันดาร |
พ้นบ้านไกลที่ไม่มีคน |
ครั้นถึงจึงส่งนางเทวี |
ดูน่าปรานีระเหระหน |
เสนีที่ได้กินสินบน |
ขัดสนด้วยคนเขามากมาย |
จะฆ่าเทวีก็มิได้ |
มารยาว่าไปดังใจหมาย |
ไหนไหนไม่พ้นเป็นคนตาย |
จะลองดาบกรายเล่มนี้ดู |
เพื่อนกันช่วยฉุดยุดไว้ |
ผิดไปไม่ได้อย่าจู่ลู่ |
ตามกรรมตามเวรนางโฉมตรู |
จู่ลู่จะพากันวุ่นวาย |
ไม่คิดถึงตัวกลัวกรรม |
เวรามาทำเองง่ายง่าย |
ถึงชั่วดีเล่าเจ้าเป็นนาย |
จะทำผิดคิดร้ายก็ไม่ดี |
กลับไปบ้านเราจะดีกว่า |
ว่าพลางทางลานางโฉมศรี |
ที่ใจเมตตาปรานี |
บ้างข้าวของมีก็ให้ทาน |
แล้วออกนาวาคลาไคล |
ดูไปใจหายน่าสงสาร |
ฝ่ายว่าเสนีที่เป็นพาล |
งุ่นง่านไม่ไหว้ไม่ลาใคร |
|
|
เมื่อนั้น |
มเหสีโศกาอยู่ป่าใหญ่ |
ขึ้นมาจากท่าชลาลัย |
ไม่รู้ที่จะไปแห่งใดเลย |
เดินพลางทางอุ้มลูกพลาง |
เห็นทุกข์แม่บ้างพ่อสังข์เอ๋ย |
บุกป่าฝ่าไพรแม่ไม่เคย |
เพราะกรรมทรามเชยเจ้าเกิดมา |
เป็นคนหรือจะได้มาเป็นเพื่อน |
มีเหมือนไม่มีโอรสา |
ทั้งนี้เพราะอีจันทา |
กับอ้ายโหรามันรู้กัน |
ทั้งอีสาวศรีมันร่วมใจ |
มันเร่งรัดให้แม่ผายผัน |
ทั้งอ้ายเสนาจะฆ่าฟัน |
อัศจรรย์ใจแม่นี้แน่แล้ว |
พระร่วมห้องของน้องยังอาลัย |
เหตุไรไม่เกรงทูลกระหม่อมแก้ว |
พ่อหลงกลมนตร์มันแน่แล้ว |
เดินพลางนางแก้วก็โศกี |
เสียงเสือแรดช้างกวางทราย |
ใจหายอกสั่นขวัญหนี |
เล็ดลอดกอดลูกเข้าโศกี |
เทวีอุ้มสังข์ดำเนินไป |
|
|
เดินมา |
สุริยาร้อนแรงแสงใส |
แลเห็นบ้านป่าพนาลัย |
โฉมยงดีใจเข้าไปพลัน |
พบสองเฒ่าปลูกถั่วงา |
นางนั่งวันทาขมีขมัน |
ฝ่ายว่าสองราดูหน้ากัน |
ยายถามตานั้นทันใด |
ตานี่ดีร้ายจะไม่ตรง |
มั่นคงกูคิดหาผิดไม่ |
นัดแนะกันมาหรือว่าไร |
ตาเอาใจออกนอกกัน |
น้อยหรือนั่นรูปร่างอย่างกินนร |
ยายค้อนตาผัวจนตัวสั่น |
ฝ่ายตาโกรธยายเอาไม้รัน |
มึงเห็นสำคัญด้วยอันใด |
คราวลูกคราวหลานก็ไม่ว่า |
มันบ้าอย่าถือแม่ข้าไหว้ |
มาแต่ตำบลหนใด |
บอกให้แจ้งใจยายตา |
นางเล่าแต่ต้นจนปลาย |
ตายายพาไปยังเคหา |
จัดเหย้าเรือนให้มิได้ช้า |
ด้วยความเมตตาปรานี |