[ย้อนกลับ]


ศรีปราชญ์ ( คนอ่าน 91118 คน) ( คนแสดงความเห็น 73 คน)

    ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
ถือได้ว่าเป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองมีแต่ความสงบสุขร่มเย็น ปราศจาก
การรุกรานจากศัตรูภายนอก ไม่มีศึกสงครามกับพม่า ประชาชนอยู่
ดีกินดี มีการติดต่อทำการค้ากับชาวต่างประเทศ แม้แต่ชาวตะวันตก
เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดาฯลฯ ก็เข้ามาทำการค้า ถึงกับมีขุนนาง
เป็นชาวต่างประเทศในสมัยนั้นหลายท่าน เมื่อบ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น
ก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดอารมณ์สุนทรีย์ ด้วยนิสัยดั้งเดิมของคน
ไทยเรานั้นมักจะเป็นประเภท   "เจ้าบทเจ้ากลอน" คือชอบร้องรำทำเพลง
พูดจาคล้องจองกัน ในสมัยนี้คนส่วนใหญ่สนใจในวรรณคดี  มีบทโคลง ฉันท์
กาพย์ กลอน เกิดขึ้นมากมาย ถือได้ว่า "เป็นยุคทองของวรรณคดี" เลย
ทีเดียว


   องค์สมเด็จพระนารายณ์เองก็โปรดปรานการแต่งโคลงกลอนมาก 
วันหนึ่งทรงแต่งโคลงสี๋สุภาพขึ้นบทหนึ่ง แต่แต่งได้เพียง ๒ บาท หรือ
สองบรรทัดเท่านั้น ก็ทรงติดขัด   แต่งต่ออย่างไรก็ไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย
จึงทรงพระราชทานแผ่นกระดานชนวนที่ทรงแต่งบทโคลงนั้น แก่พระยาโหราธิบดี
ซึ่งนอกจากจะมีความสามารถในด้านการพยากรณ์แล้ว  ยังมีความรู้ความสามารถ
อื่น ๆ  อีกรอบด้าน โดยเฉพาะในด้านการแต่งโคลงกลอน ถือเป็นมือหนึ่งในสมัย
นั้นเลยทีเดียว


  เมื่อพระยาโหราธิบดีรับแผ่นกระดานชนวน       ที่มีบทโคลงที่พระองค์ทรงแต่ง
ค้างเอาไว้แล้ว ก็พิจารณาจะแต่งต่อให้เดี๋ยวนั้น แต่ก็ไม่สามารถจะแต่งต่อได้
จึงขอพระราชทานเอาไว้แต่งต่อที่บ้าน ซึ่งพระองค์ก็ไม่ขัดข้อง  พอท่าน
พระยาโหราธิบดีกลับไปถึงบ้าน ก็นำแผ่นกระดานชนวนนั้นไปไว้ในห้อง
พระด้วยเป็นของสูง แล้วก็ไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื๋นเสียก่อน    จะเป็น
ด้วยโชคชะตาชักนำ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบแน่ ในขณะที่ท่านกำลังทำภาระกิจ
ส่วนตัวอยู่นั้น  เจ้า "ศรี" บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของท่าน ซึ่งในขณะนั้นมี
อายุเพียง ๗ ขวบ   ได้เข้ามาในห้องพระ (นัยว่าจะเข้ามาหาผู้เป็นบิดา) ก็เหลือบ
ไปเห็นแผ่นกระดานชะนวนที่มีโคลงกลอนแต่งเอาไว้ ๒ บาท เข้า   คงเป็นด้วย
ความซุกซนบวกกับความเฉลียวฉลาดของเจ้าศรี ก็เลยเอาดินสอพองเขียน
โคลงอีก ๒ บาท ต่อจากองค์สมเด็จพระนารายณ์ ดังนี้


สมเด็จพระนารายณ์แต่งไว้ มีดังนี้









 อันใดย้ำแก้มแม่ หมองหมาย
 ยุงเหลือบฤาริ้นพราย ลอบกล้ำ

 


เจ้าศรีแต่งต่อดังนี้










ผิวชนแต่จะกราย  ยังยาก
ใครจักอาจให้ช้ำ  ชอกเนื้อ เรียมสงวน


 


 


ความหมายในบทโคลงมีดังนี้ 
คือ สมเด็จพระนารายณ์ทรงแต่งไว้ในสองบาทแรก มีความหมายว่า "มีสิ่งอันใด
หนอที่ทำให้แก้มของน้องนางอันเป็นที่รักต้องหมองลงไป หรือว่าจะเป็นยุง เหลือบ
ริ้น ผีพราย เข้ามาทำให้เป็นเช่นนี้"   ดูความหมายของบทกลอนของพระองค์แล้ว
ท่านกล่าวขึ้นมาลอย ๆ เหมือนจะรำพึงรำพันทำนองนั้น ที่นี้มาดูเจ้าศรีแต่งต่อบ้าง
มีความหมายดังนี้    " เฮ้อ..คงไม่มี ใครคนใดในแผ่นดินนี้ที่จะเข้าไปย่าง
กรายนางได้ง่าย ๆ หรอก  (เพราะขืนเข้าไปยุ่งมีหวังหัวขาด ด้วยเป็นนางห้าม
ของเจ้าแผ่นดิน)   ดังนั้น คงไม่มีใครหรอกนะที่จะบังอาจไปทำให้แก้มของ
นวลนาง อันเป็นที่รักและหวงแหนต้องชอกช้ำไปได้"


  กล่าวถึงท่านพระยาโหราธิบดี หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จ    ก็รีบรุดเข้ามา
ในห้องพระ พอเหลือบไปเห็นแผ่นกระดานชะนวนเข้า "ลมแทบใส่" เพราะรู้แน่
ต้องเป็นฝีมือเจ้าศรีไม่ใช่ใครอื่นหนอยแน่ไอ้หมอนี่ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ต้องจับมาฟาด
ให้ก้นลายเสียให้เข็ด แต่พออ่านบทกลอนที่เจ้าศรีมันแต่งต่ออารมณ์โกรธก็พลัน
ระงับโดยสิ้นเชิง เฮ้ย ลูกเรามันแต่งดีนี่หว่า เราเองถ้าจะให้แต่งต่อและดีกว่ามันคง
ทำไม่ได้ เอาวะ เป็นไงก็เป็นกัน ต้องนำทูลเกล้า ฯ ถวายในวันพรุ่งนี้ดู


  พอวันรุ่งขึ้นหลังจากเข้าเฝ้าถวายแผ่นกระดานชะนวนแด่องค์สมเด็จ
พระนารายณ์แล้ว พระองค์ ทรงทอดพระเนตรเห็นบทโคลงที่แต่งต่อ ก็ทรง
พอพระราชหฤทัย    ตรัสชมเชยพระยาโหราธิบดีเป็นการใหญ่  พร้อมกับจะ
ปูนบำเหน็จรางวัลให้ เอาล่ะซิครับ เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่   หากท่าน
พระยาโหราธิบดีรับพระราชทานบำเหน็จโดยไม่ได้กราบทูลความจริงให้ทรงทราบ
หากวันใดล่วงรู้ความจริงเข้า  โทษสถานเดียวคือ "หัวขาด" ด้วย "เพ็ดทูล"
พระเจ้าอยู่หัว ดังนั้น   ท่านจึงกราบบังคมทูลความจริงให้ทรงทราบว่าแท้ที่จริง
แล้ว “ผู้ที่แต่งโคลงต่อจากพระองค์ มิใช่ข้าพระพุทธเจ้า แต่เป็นเจ้าศรีบุตรชาย
ของข้าพระพุทธเจ้า ซึ่งทำไปด้วยความซุกซน ต้องขอพระราชทานอภัยโทษแก่มัน
ด้วย ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณา”


   เมื่อองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช   ได้ทรงสดับความจริงจากพระยาโหราธิบดี
แทนที่จะทรงกริ้ว กลับทรงพอพระราชหฤทัยยิ่งขึ้น ถึงกับทรงพระสรวลลั่นท้องพระโรง
และตรัสกับท่านพระยาโหรา ฯว่า " บ๊ะ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น พ่อเก่งอย่างไร ดูรึ
ลูกชายก็เก่งปานกัน หากเราจะขอให้เจ้านำบุตรของท่านเข้าถวายตัวเพื่อรับราชการ
แต่บัดนี้ เจ้าจะว่ากระไร ?"  พระยาโหร ฯ ได้ยินเช่นนั้น ก็ถวายบังคมยกมือขึ้นเหนือ
เศียร รับใส่เกล้า ฯ ใส่กระหม่อม แล้วจึงกราบบังคมทูลว่า  "ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้น
เกล้า ฯ การที่พระองค์ทรงโปรดที่จะให้เจ้าศรีบุตรชายของข้าพระพุทธเจ้า เข้าถวาย
ตัวเพื่อรับราชการนั้น    นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น แต่เนื่องจากบุตร
ของข้า ฯ ยังเยาว์วัยเพียง ๗ ชันษา   ยังซุกซนและไม่ประสาในการที่จะรับใช้ใต้
เบื้องพระยุคลบาท เอาไว้ให้เขาเจริญวัยกว่านี้สักหน่อย ค่อยว่ากันอีกที ควรมิควร
แล้วแต่จะทรงพระกรุณา "


 เมื่อเจ้าชีวิตแห่งกรุงศรีอยุธยาได้รับทราบคำกราบบังคมทูลจากพระยาโหร ฯ แล้ว
ก็ทรงเห็นจริง และตรัสว่า หากเจ้าศรีเจริญวัยพร้อมที่จะเข้ารับราชการได้เมื่อไร
ขอให้ท่านอย่าบิดพลิ้ว นำมันมาถวายตัวเราจะชุบเลี้ยงให้เป็นใหญ่เป็นโตต่อไป


    จะว่าไปแล้ว ท่านพระยาโหราธิบดีนั้น ท่านรู้อยู่แก่ใจของท่านดีว่า    หากให้
เจ้าศรีเข้ารับราชการเมื่อไร ก็เร่งเวลาให้เจ้าศรีอายุสั้นมากเท่านั้น   ด้วยทราบ
อุปนิสัยใจคอลูกชายของท่านดี ประกอบกับพื้นดวงชะตาที่ได้คำนวณเอาไว้ บ่งบอก
ชัดเจนว่า เจ้าศรีอายุจะสั้นด้วยต้องอาญา ดังนั้น  เมื่อองค์สมเด็จพระนารายณ์
ทวงถามเรื่องเจ้าศรีทีไร ท่านพระยาโหรก็ต้องหาเรื่องกราบทูลผลัดผ่อนเรื่อยไป
จนกระทั่งเจ้าศรีอายุได้ ๑๕ ปี ได้ศึกษาสรรพวิทยาการต่าง ๆ จากท่านพระยาโหร ฯ
ผู้เป็นพ่อจนหมดสิ้นแล้ว ท่านพระยาโหร ฯ จึงได้ถามความสมัครใจว่า อยากจะ
เข้าไปรับราชการในวังหรือไม่  ซึ่งเจ้าศรีนั้นก็ดีใจ และเต็มใจที่จะเข้าไปรับ
ราชการสนองพระเดชพระคุณ ดังนั้น เมื่อพระนารายณ์ทรงทวงถามอีกครั้งหนึ่ง
ท่านพระยาโหรฯ จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือผลัดผ่อนได้อีก

  แต่ก่อนที่จะนำเจ้าศรีเข้าถวายตัวนั้น ได้ทรงขอพระราชทานคำสัญญาจากสมเด็จ
พระนารายณ์ ๑ ข้อ คือ  " เมื่อเจ้าศรีเข้ารับราชการแล้ว หากกาลต่อไปภายหน้า
ถ้ามันกระทำความผิดใด ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดต่อราชบัลลังก์ และมีโทษถึงตาย ก็ขอ
ได้โปรดงดโทษตายนั้นเสียหากจะลงโทษจริง ๆ  ก็ขอเพียงให้เนรเทศให้พ้นไป
จากเมือง  อย่าให้ต้องถึงกับประหารชีวิต" ซึ่งพระองค์ก็ทรงพระราชทานสัญญานั้น
โดยดี ทำให้ท่านพระยาโหร ฯ บรรเทาความวิตกกังวลไปได้มากทีเดียว 


  เมื่อเจ้าศรีเข้าถวายตัวรับราชการแล้ว   พระนารายณ์ทรงให้เจ้าศรีอยู่ในตำ
แหน่งมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิด   เมื่อเสด็จไปไหน ก็ทรงให้เจ้าศรีติดตามไปด้วย
ทุกหนแห่ง   ทรงโปรดปรานเจ้าศรีเป็นอย่างมากด้วยทุกครั้งที่ทรงติดขัดเรื่อง
โคลงกลอน ก็ได้เจ้าศรีนี่แหละช่วยถวายคำแนะนำ  จนสามารถแต่งต่อได้
มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระนารายณ์นึกสนุก และอยากจะให้ความสามารถของเจ้าศรี
เป็นที่ปรากฎ   จึงได้แต่งโคลงกลอนขึ้นบทหนึ่ง แล้วให้ข้าราชบริพาร ตลอดจน
นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายที่เข้าเฝ้า ณ ที่นั้น ช่วยกันแต่งต่อ ทำนองประกวด
ประชันกันปรากฎว่า ไม่มีผู้ใดแต่งโคลงกลอนได้ดีและถูกพระทัยเท่ากับของเจ้าศรี
ถึงกับทรงพระราชทานพระธำมะรงค์ให้และตรัสว่า "เจ้าศรี เจ้าจงเป็นศรีปราชญ์
ณ บัดนี้ เถิด" นับแต่นั้นมา คนทั่วไปจึงเรียก "ศรีปราชญ์" สืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

      ในสมัยนั้น เป็นสมัยที่ทุกคนนิยมพูดจากันด้วยโคลงกลอน ว่ากันสด ๆ  แม้
กระทั่งยามเฝ้าประตูพระราชวัง ก็ยังสามารถแต่งโคลงกลอนโต้ตอบกับศรีปราชญ์
ได้ดังมีบันทึกเอาไว้ เมื่อศรีปราชญ์ได้รับพระราชทานพระธำมะรงค์แล้ว ก็สวมไว้
ที่นิ้ว พอผ่านประตูวัง ทหารยามเห็นเข้า ก็ถามว่า  " แหวนนี้ท่านได้  แต่ใดมา "
ศรีปราชญ์ ตอบว่า "เจ้าพิภพโลกา  ท่านให้ "  ยามถามต่อ  "ทำชอบสิ่งใดนา 
วานบอก"
ศรีปราชญ์ตอบอีกว่า " เราแต่งโคลงถวายไท้  ท่านให้  รางวัล"


   ศรีปราชญ์รับราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอยู่หลายปี จนเป็นหนุ่ม
ฉกรรจ์ ด้วยนิสัยเจ้าชู้ตามอารมณ์ของกวี บวกกับความคึกคะนอง และถือ
ตัวว่าเป็นคนโปรดของพระนารายณ์    จึงทำให้ศรีปราชญ์ต้องโทษถึงกับ
ติดคุกหลายครั้ง ด้วยมักไปทำรุ่มร่าม แต่งโคลงเกี้ยวพาราสีบรรดาสาวใช้ในวัง 
แต่พอพ้นโทษมาก็ไม่เข็ดหลาบ มีอยู่ครั้งหนึ่ง บังอาจไปเกี้ยวพาราสี "พระสนมเอก"
ของพระนารายณ์เข้าให้ ความทราบถึงพระกรรณ ทรงกริ้วมาก ถึงกับจะสั่งประหารชีวิต
แต่พอพระองค์ทรงระลึกถึงสัญญาที่ได้ให้ไว้แก่พระยาโหราธิบดีผู้เป็นบิดา จึงทรงรับ
สั่งให้เนรเทศศรีปราชญ์ ไปอยู่ ณ เมืองนครศรีธรรมราช


  ในระหว่างการเดินทาง ศรีปราชญ์ได้แต่งโคลงกลอน ที่เรียกว่า "กำสรวลศรีปราชญ์" 
บรรยายถึงความรู้สึก ที่ต้องพลัดพรากจากบิดามารดา บ้านเรือนที่สุขสบาย องค์พระ
นารายณ์เจ้าชีวิต ตลอดจน นางอันเป็นที่รัก เอาไว้น่าฟังมาก ถือเป็นเพชรเม็ดงาม
ของวรรณคดีไทยชิ้นหนึ่งในยุคปัจจุบัน   และเมื่อเดินทางไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช
แล้ว ก็ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดีจากเจ้าพระยานครฯ ให้อยู่รับราชการด้วยกัน
เพราะถึงอย่างไร ศรีปราชญ์นั้น     แม้จะถูกเนรเทศ แต่ก็ไม่ได้ถูกปลดจากตำแหน่ง
หรือลดศักดินาให้ลงไปเป็นไพร่อย่างนักโทษทั่วไป




 ศรีปราชญ์รับราชการอยู่กับเจ้าพระยานครฯ ได้นานหลายเดือน ซึ่งเจ้าพระยานครฯ
ก็โปรดปรานศรีปราชญ์ไม่น้อย ด้วยเป็นคนฉลาด มีความรู้ความสามารถหลายอย่าง
เป็นที่ปรึกษาในข้อราชการต่าง ๆได้อย่างดี      เมื่ออยู่สุขสบาย นิสัยเจ้าชู้ปากเสียบวก
กับอารมณ์กวีนักรัก    ก็ชักพาให้ศรีปราชญ์ต้องโทษถึงกับประหารชีวิต ด้วยไปเกี้ยว
พาอนุภรรยาคนโปรดของเจ้าพระยานคร ฯ เข้าให้


 ในลานประหารที่เป็นเนินดินปนทราย ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงดาบ ศรีปราชญ์ได้ใช้
หัวแม่เท้าเขียนบทโคลงสี่สุภาพลงบนพื้น ใจความว่า















ธรณีนี่นี้  เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร  เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง  ดาบนี้  คืนสนอง


 หลังจากศรีปราชญ์ตาย  วันหนึ่ง  เมื่อพระนารายณ์ทรงแต่งโคลงกลอนติดขัด
หาคนแต่งต่อให้ถูกพระทัยไม่ได้ ก็ทรงระลึกถึงศรีปราชญ์ ก็ตรัสให้มีหนังสือ
เรียกตัวกลับ เมื่อพระองค์ทรงทราบข่าวว่า ตอนนี้ศรีปราชญ์ได้จากโลกนี้ไปแล้ว
ด้วยต้องโทษประหารจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ก็ทรงพระพิโรธ ตรัสว่า


"อ้ายพระยานครศรีฯ มันถือดีอย่างไร?  ที่บังอาจสั่งประหารคนในปกครองของกูโดย
ไม่ได้รับอนุญาต ความผิดของอ้ายศรีฯ นั้น ขนาดมันล่วงเกินกูในทำนองเดียวกัน 
กูยังไว้ชีวิตมันเลย    ไม่ได้การไอ้คนพรรค์นี้เอาไว้ไม่ได้ " ว่าแล้วก็ตรัสให้นำ
เจ้าพระยานครศรีฯไปประหารชีวิต  ด้วยดาบเล่มเดียวกันกับที่ประหารศรีปราชญ์ 




แสดงความเห็นเพิ่มเติม           อ่านความคิดเห็นอื่น ๆ